วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

พิพิธภัณฑ์บุลคลสำคัญ>>พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์



พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ ศ.ศิลป์ผู้เป็น "บิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ของประเทศไทย" ตัวตึกตั้งอยู่ด้านซ้ายของอาคารที่ทำการกรมศิลปากร ในอดีตเป็นสถานที่ใช้ชีวิตการทำงานศิลปะและสอนนักศึกษาโดยท่านเป็นผู้ออกแบบเอง

ศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟโรจี (Corrado Feroci ) เกิดที่นครฟอเรนซ์ อิตาลี ดินทางเข้ามารับราชการเป็นช่างปั้นประจำกรมศิลปากรในตอนปลายสมัยรัชกาลที่ 6 ภายหลังได้รับการแต่งตั้งเป็นอาจารย์สอนวิชาช่างปั้นหล่อของแผนกศิลปกรรมสถานแห่งราชบัณฑิตยสภา จากนั้นได้เป็นหัวหน้ากองโรงเรียนศิลปากรของแผนกช่าง และเพื่อไม่ให้ถูกเกณฑ์ไปเป็นเชลยศึกสร้างทางรถไฟและสะพานข้ามแม่น้ำแคว เนื่องจากอิตาลีแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 หลวงวิจิตรวาทการจึงได้ดำเนินการโอนสัญชาติเปลี่ยนชื่อท่านเป็น "ศิลป์ พีระศรี"
ในปี 2486 โรงเรียนศิลปากร แผนกช่างได้รับการยกวิทยฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร ศ.ศิลป์
ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะบดีของคณะประติมากรรม และได้สร้างอนุสาวรีย์ที่สำคัญหลายแห่ง

ภายในตึกยังคงรักษาบรรยากาศสมัยที่ท่านเคยทำงานโดยจัดวางผลงานจิตรกรรม ประติมากรรม สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ผลงานของศิลปินร่วมสมัยที่มีชื่อเสียง เช่น นายเขียน ยิ้มศิริ นายเฟื้อ หริพิทักษ์ นายทวี นันทขว้าง นายสวัสดิ์ ตันติสุข เป็นต้น

ที่ตั้ง..
ที่ตั้ง ถ.หน้าพระธาตุ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
โทรศัพท์:(662) 223-6162

การเดินทาง..
รถประจำทาง
: 1 3 6 9 15 19 25 30 32 33 39 43 44 47 53 59 60 64 65 70 80 82 91 123 201 203
รถปรับอากาศ::1 8 25 สาย 38 39 44 506 507 512
ท่าเรือ:เรือด่วนเจ้าพระยา: ท่าช้าง

การให้บริการ..
เวลาทำการ:
จันทร์-ศุกร์ 9.00-12.00 น. และ 13.00-16.00 น.
วันหยุดทำการ::เสาร์ อาทิตย์ วันนักขัตฤกษ์

อัตราค่าเข้าชม..

ค่าธรรมเนียม-ค่าเข้าชม: ไม่เสียค่าธรรมเนียม
ที่จอดรถ: กรมศิลปากร ม.ศิลปากร

พิพิธภัณฑ์บุลคลสำคัญ>>พิพิธภัณฑ์เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)



พิพิธภัณฑ์เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)

พิพิธภัณฑ์เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) จัดตั้งขึ้นมาเพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริ-ราชสมบัติ ครบ 50 ปี เมื่อปี พ.ศ. 2533 ให้เป็น สถานที่ ที่รวบรวมและจัดแสดงโบราณต่างๆ ประวัติ วีรกรรมและโบราณวัตถุ ที่เกี่ยวข้องกับท่านเจ้า พระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เพื่อให้เป็นศูนย์ศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับเยาวชนและชุมชนได้ศึกษา และเพื่อฉลองครบรอบ 25 ปี ของการก่อตั้ง โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เมื่อปี พ.ศ. 2539

จุดประสงค์การก่อตั้ง
จากวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ณ ปัจจุบันซึ่งเป็นยุคของการ ปฏิรูปการศึกษา บทบาทของพิพิธภัณฑ์ได้ขยายขอบข่ายไปสู่การเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับครู อาจารย์ที่จะจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในเชิงบูรณาการ ได้อย่างผสมกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็นวิชาภาษาไทย สังคม วิทยาศาสตร์ ศิลปะ หรือคณิตศาสตร์

ที่ตั้ง..
ที่ตั้ง โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร
โทร 02-538-3964 หรือ 02-538-2573 ต่อ 0 หรือ 639 หรือ 241
การให้บริการ..
เวลาทำการ: ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ 9:00 - 16:00 น.
ค่าเข้าชม: ไม่เสียค่าเข้าชม โปรดแจ้งล่วงหน้าเป็นหมู่คณะ

พิพิธภัณฑ์บุลคลสำคัญ>>พิพิธภัณฑ์บ้านคึกฤทธิ์



พิพิธบ้านคึกฤทธิ์

บ้านม.ร.ว. คึกฤทธิ์ หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า "บ้ายซอยสวนพลู" ประกอบด้วยกลุ่มเรือนไทยภาคกลางแบบเรือนเครื่องสับ ซึ่ง ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ซื้อมาจากที่ต่างๆ และนำมาวางผังในลักษณะหมู่เรือนคหบดี ประกอบด้วยเรือนไม้สักขนาดต่างๆกัน 5 หลัง และหอนกมีนอกชานเชื่อมถึงกันตลอด ชั้นล่างเป็นใต้ถุนโล่งตามลักษณะของบ้านไทย ท่านเจ้าของเรือนได้พำนักอยู่ ณ เรือนหมู่แห่งนี้นานกว่า 40 ปี ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานประเภทบ้านบุคคลสำคัญ

ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เป็นผู้มีคุณูปการต่อประเทศไทยทางด้านศิลปะ โดยเฉพาะด้านวรรณกรรม และเป็นผู้มีบทบาททางการเมืองอย่างสำคัญยิ่งในฐานะนายกรัฐมนตรีคนที่ 13 ของไทย ท่านได้เคยเล่าว่าท่านมีความใฝ่ฝันที่จะอยู่เรือนไทยมานาน จนประมาณปี พ.ศ. 2485 ท่านได้ซื้อที่ดินในซอยสวนพลู 5 ไร่ และ 10 ปีต่อมา ได้ซื้อเรือนหลังแรกที่เห็นเทศบาลปล่อยทรุดโทรมอยู่แถวเสาชิงช้าในราคา 2,700 บาท เมื่อท่านดำริจะปลูกเรือนให้เป็นการถาวรในราวปี พ.ศ. 2503 จึงได้ให้นายเชื่อมไปหาเรือนมาเพิ่มเติมจากอำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อีก 2 หลัง และได้นำช่างชาวผักไห่มาปรุงเรือนขึ้นในที่ของท่านที่ซอยสวนพลู โดยท่านเป็นผู้วางผังให้ต่อมาก็มีการสร้างเรือนเพิ่มเติม รวมเป็นหมู่เรือน 5 หลัง และหอนกอีก 1 หลัง ท่านได้อาศัยอยู่ ณ บ้านหลังนี้จนถึงแก่อสัญกรรมในปี 2538

ในบริเวณบ้านประกอบด้วย เรือนโขน เป็นศาลาใหญ่ติดดินใช้ในกิจกรรมอเนกประสงค์ สร้างขึ้นในช่วงประมาณ 10 ปี หลังจากที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ได้ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านนี้ถัดจากเรือนโขนเป็นสวนน้ำพุ แล้วจึงถึงหมู่เรือน 3 หลัง อันประกอบด้วยเรือนคุณย่า คือเรือนที่ซื้อจากเสาชิงช้า ลักษณะเป็นเรือนคหบดีที่ก่อสร้างประณีตงดงามกว่าหลังอื่น อีก 2 เรือนคือเรือนนอน และเรือนหนังสือ คือเรือนที่ซื้อมาจากผักไห่ นอกจากนี้ ก็มีหอพระ หอขวาง และหอนก ปัจจุบันได้เปิดให้ผู้สนใจได้เข้าชมเพื่อการศึกษา รายได้จากการเข้าชมสมทบทุน มูลนิธิ คึกฤทธิ์ 80 ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี
ที่ตั้ง เลขที่ 19 ซ.พระพินิจ ถ.สาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120



การให้บริการ
เปิดทุกวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 10.00-17.00 น. ผู้สนใจเข้าชมเป็นกลุ่มในวันอื่นโปรดติดต่อล่วงหน้าอย่างน้อย 1 สัปดาห์
โทร 0-2286-8185, 0-2679-3630



อัตราค่าเข้าชม
ค่าเข้าชมคนละ 50 บาท นักเรียนนักศึกษาในเครื่องแบบ 20 บาท

พิพิธภัณฑ์บุลคลสำคัญ>>พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า



พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า

พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า ตั้งอยู่บนที่ตั้งเดิมของกรมโยธาธิการ เป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อรวบรวมข้าวของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ห้องพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เป็นส่วนที่รวบรวมให้บริการและเผยแพร่สารสนเทศที่แสดงถึง พระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และสารสนเทศที่เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รวมทั้งเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงรัชสมัยของพระองค์

ทรัพยากรสารสนเทศที่มีให้บริการ ได้แก่ หนังสือส่วนพระองค์ หนังสือทั่วไปวิทยานิพนธ์ รายงานวิจัย บทความ สำเนาเอกสารจดหมายเหตุสำนักราชเลขาธิการ สื่อโสตทัศน์ รูปภาพ วัสดุย่อส่วนของเอกสารจดหมายเหตุจากต่างประเทศ วารสาร และหนังสือพิมพ์ที่ตีพิมพ์ในรัชสมัยของพระองค์

สถานที่ตั้ง : อาคารบรรณสาร ชั้น 2 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
เวลาทำการ : 8.30-16.30 น.

วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

พิพิธภัณฑ์บุคคลสำคัญ>>พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว



พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ พระราชวังสนามจันทร์
พระราชวังแห่งนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นตั้งแต่ทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร ต่อมาเมื่อวันที่ 7มิถุนายน พ.ศ.2466 โปรดเกล้าฯให้ทำพิธียกพระมหาเศวตฉัตร ขึ้นประดิษฐานเหนือพระแท่นรัตนสิงหาสน์ ภายในพระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์ การสร้างพระราชวังแห่งนี้ทรงมีแรงบันดาลพระทัยจากการบูรณะปฏิสังขรณ์องค์พระปฐมเจดีย์ และยังทรงเล็งเห็นว่าเป็นเมืองที่มีชัยภูมิที่ดีเหมาะแก่การต้านทานข้าศึกจากทางน้ำ โดยทรงตั้งพระทัยว่าจะสร้างขึ้นไว้เพื่อเป็นเมืองหลวงที่สองหากประเทศชาติประสบปัญหาวิกฤติ พระราชวังสนามจันทร์มีอาณาเขตกว้างขวางประกอบด้วย พระที่นั่งต่างๆดังนี้ “พระที่นั่งพิมานปฐม” เป็นพระที่นั่งองค์แรกที่สร้างขึ้นและทรงใช้เป็นที่ประทับก่อนเสด็จฯขึ้นครองราชย์ “พระที่นั่งวัชรีรมยา” เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทย มีช่อฟ้าใบระกา นาคสะดุ้ง หางหงส์ครบถ้วน “พระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์” มีโถงใหญ่และหลังคาเชื่อมต่อจากพระที่นั่งวัชรรีรมยา เป็นศาลาโถงทรงไทย ยกสูงจากพื้นดินประมาณหนึ่งเมตรมีอัฒจันทร์ลงสองข้าง พระที่นั่งองค์นี้ใช้เป็นที่ออกงานสโมสรสันนิบาต ท้องพระโรงเวลาเสด็จออกขุนนางและยังใช้เป็นโรงละครสำหรับแสดงโขน จนชาวบ้านเรียกติดปากว่า “โรงโขน” “พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์” เป็นสถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์ของฝรั่งเศสกับ อาคารแบบฮาร์ฟทิมเบอร์ของอังกฤษ เคยใช้เป็นสำนักพิมพ์ชั่วคราวในการออกหนังสือพิมพ ์ดุสิตสมิตรายสัปดาส์ “พระตำหนักมารีราชรัตบัลลังก์” เป็นเรือนไม้สักทอง 2 ชั้น แบบตะวันตก ทาสีแดงลักษณะสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิก สร้างขึ้นคู่กับพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ “พระตำหนักทับขวัญ” เป็นเรือนไทยภาคกลางที่สมบูรณ์แบบ โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้น เพื่อรักษาศิลปะบ้านไทยแบบโบราณ พระตำหนักองค์นี้ใช้เป็นที่ตั้งกองบัญชาการเสือป่าราบหนักรักษาพระองค์“พระตำหนักทับแก้ว” เป็นที่ประทับในฤดูหนาว ปัจจุบันนี้ใช้เป็นบ้านพักของปลัดจังหวัดนครปฐม อนึ่งที่ดินด้านหลังพระตำหนักทับแก้ว 450 ไร่นั้นได้เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยศิลปากร ปัจจุบันนี้พระราชวังสนามจันทร์บางส่วนอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยศิลปากรและจังหวัดนครปฐม

ประวัติความเป็นมา :-

พระราชวังสนามจันทร์ ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครปฐม ห่างจากกรุงเทพฯ ลงไปทางใต้ 56 กิโลเมตร บริเวณที่เป็นพระราชวังสนามจันทร์ อยู่ห่างจากองค์พระปฐมเจดีย์ ไปทางตะวันตก ประมาณ 1 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในอาณาบริเวณซึ่งเดิมเรียกว่า " เนินปราสาท " สันนิษฐานว่า เดิมคงเคยเป็นพระราชวังของกษัตริย์ในสมัยโบราณ ใกล้กับเนินปราสาทมีสระน้ำใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเรียกขานกันมาแต่เดิมว่า " สระน้ำจันทร์ " ( ปัจจุบันชาวบ้าน เรียกว่า สระบัว ) อยู่หน้าโบสถ์พราหมณ์ ครั้นต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ครั้งยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสสาธิราชฯ มีพระราชประสงค์ที่จะสร้างพระราชวังที่ประทับขึ้น ณ เมืองนครปฐม สำหรับเป็นที่ประทับแปรพระราชฐานในโอกาสเสด็จฯ มาสักการะองค์พระปฐมเจดีย์ และเพื่อประทับพักผ่อนพระราชอิริยาบถ ทรงเลือกจังหวัดนครปฐม ด้วยเหตุที่ทรงคุ้นเคยกับภูมิประเทศของเมืองนี้ ทรงเห็นว่าบริเวณเนินปราสาทนั้นเป็นทำเลที่เหมาะ จึงทรงขอซื้อที่ดินจากราษฎรที่อยู่รอบๆ เนินปราสาท เพื่อจัดสร้างพระราชวังขึ้น รวมเนื้อที่ทั้งสิ้น 888 ไร่ 3 งาน 24 ตารางวา แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หลวงพิทักษ์มานพ ซึ่งต่อมาได้เลื่อนยศเป็น พระยาวิศุกรรมศิลป์ประสิทธิ์ ( น้อย ศิลปี ) เป็นผู้ออกแบบและดำเนินการก่อสร้างพระราชวังแห่งนี้ขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 2450 ซึ่งตรงกับปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 การก่อสร้างพระที่นั่ง และพระตำหนักต่างๆ ได้ดำเนินการติดต่อกันนานถึง 4 ปี จึงแล้วเสร็จในปีพุทธศักราช 2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระราชทานนามว่า " พระราชวังสนามจันทร์ "


พระราชวังสนามจันทร์ นอกจากเป็นที่แปรพระราชฐานแล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังมีพระราชดำริในการสร้างพระราชวังสนามจันทร์ไว้เป็นที่มั่น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับรับวิกฤตการณ์ของประเทศอันเกิดขึ้นได้ เพราะพระราชวังสนามจันทร์ตั้งอยู่ในชัยภูมิทีเหมาะสม และทรงใช้เป็นสถานที่สำหรับซ้อมรบเสือป่า

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2546 คณะกรรมการอำนวยการบูรณะพระราชวังสนามจันทร์ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เป็นองค์ประธาน ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย นายนาวิน ขันธหิรัญ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม และมหาวิทยาลัยศิลปากร โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ลิขิต กาญจนาภรณ์ รองอธิการบดีวิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ ได้น้อมเกล้าฯ ถวายคืนพระราชวังสนามจันทร์ โดยส่งมอบพระที่นั่ง พระตำหนักต่างๆ และเรือนข้าราชบริพาร คืนให้สำนักพระราชวังเป็นผู้ดูแลตามพระราชดำริในสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ในปัจจุบันสำนักพระราชวังได้เปิดให้เข้าชม พระที่นั่งพิมานปฐมและห้องพระเจ้าภายในพระที่นั่งพิมานปฐม พระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์ เทวาลัยคเณศร์ พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ พระตำหนักมารีราชรัตบัลลังก์ พระตำหนักทับขวัญและอนุสาวรีย์ย่าเหล

สถานที่น่าสนใจในพระราชวังสนามจันทร์..

1. พระที่นั่งพิมานปฐม เป็นพระที่นั่งองค์แรกที่สร้างขึ้นเมื่อราวปี พ.ศ. 2450 เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น แบบตะวันตก แต่ดัดแปลงให้เหมาะกับเมืองร้อน ช่องระบายลมและระเบียงลูกกรงโดยรอบฉลุ สลัก เป็นลวดลายตามแบบไทยอย่างปราณีตงดงาม พระที่นั่งชั้นบนประกอบด้วยห้องต่างๆ ซึ่งยังมีป้ายชื่อ ปรากฎอยู่จวบจนปัจจุบัน คือ ห้องบรรทม ห้องสรง ห้องบรรณาคม ห้องภูษา ห้องเสวย และห้องพระเจ้า ซึ่งเป็นหอพระ มีพระพุทธรูปปางปฐมเทศนาอยู่องค์หนึ่ง และยังมีภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังฝีมือ พระยาอนุศาสน์จิตรกร ( จันทร์ จิตรกร ) ซึ่งงดงามน่าชมมาก

พระที่นั่งองค์นี้ใช้เป็นที่ประทับ (โดยเฉพาะก่อนเสด็จฯ ขึ้นเถลิงถวัลย์ราชย์สมบัติ จนถึงปีพุทธศักราช 2458 ) ที่ทรงพระอักษร ที่เสด็จออกขุนนาง ที่รับรองพระราชอาคันตุกะ และออกให้ราษฎรเข้าเฝ้าฯ มากกว่าพระที่นั่ง และพระตำหนักองค์อื่นๆ

2. พระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์ เป็นพระที่นั่งที่เชื่อมต่ออยู่กับพระที่นั่งวัชรีรมยา โดยมีโถงใหญ่และหลังคาของพระที่นั่งทั้งสององค์เชื่อมติดต่อกัน เครื่องประดับตกแต่งหลังคาเหมือนกัน แต่องค์พระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์เป็นพระที่นั่งทรงไทยแบบศาลาโถงองค์ใหญ่ชั้นเดียว หน้าบันอยู่ทางทิศเหนือเป็นรูปจำหลักท้าวอมรินทราธิราชประทานพร ประทับอยู่ในพิมานปราสาทสามยอด พระหัตถ์ขวาทรงวชิระ พระหัตถ์ซ้ายประทานพร แวดล้อมด้วยบริวาร ประกอบด้วยเทวดาและมนุษย์ห้าหมู่

พระที่นั่งองค์นี้ทรงใช้เป็นที่ออกงานสโมสรสันนิบาต เสด็จฯ ออกขุนนางเพื่อปรึกษาหารือข้อราชการ เป็นที่อบรมกองเสือป่า และใช้เป็นที่แสดงโขนละครต่างๆ พระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์เป็นพระที่นั่งที่กว้างขวางจุคนได้มากจึงมีชื่อเรียกติดปากชาวบ้านว่า " โรงโขน " เดิมเคยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระมหาเศวตฉัตรมาประดิษฐานไว้ภายใน

3. พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ เป็นพระตำหนักที่มีลักษณะคล้ายปราสาทขนาดย่อม ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบเรอเนซองส์ ( Renaissance ) ของฝรั่งเศส กับอาคารแบบฮาล์ฟทิมเบอร์ ( Half Timbered ) ของอังกฤษ แต่ดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพดินฟ้าอากาศในประเทศไทย ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของสนามใหญ่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักนี้ขึ้นราวปีพุทธศักราช 2450 โดยมีหม่อมเจ้าอิทธิเทพสรร กฤดากร เป็นสถาปนิกออกแบบ

ในปีพุทธศักราช 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามพระตำหนักว่า " พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ " และโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีขึ้นพระตำหนัก เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560

พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ เป็นพระตำหนัก 2 ชั้น ทาสีขี้ไก่ หลังคามุงด้วยกระเบื้องสีแดง ชั้นบนมีห้องทรงพระอักษร ห้องบรรทม และห้องสรง ชั้นล่างทางทิศตะวันตกเป็นห้องรอเฝ้าฯ และเคยใช้เป็นสำนักงานชั่วคราวในการออกหนังสือพิมพ์ดุสิตสมิตรายสัปดาห์

พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์แห่งนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงใช้เป็นที่ประทับในฐานะที่ทรงเป็นผู้บัญชาการเสือป่า เมื่อมีการซ้อมรบเสือป่า ณ พระราชวังสนามจันทร์ และพระองค์โปรดที่จะประทับ ตลอดช่วงปลายรัชกาล เมื่อเสด็จฯ ยังพระราชวังสนามจันทร์

4. พระตำหนักมารีราชรัตบัลลังก์ เป็นพระตำหนัก 2 ชั้น สร้างด้วยไม้สักทอง ทาสีแดง มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิก ของประเทศทางตะวันตก แต่ได้มีการปรับปรุงองค์ประกอบบางส่วนให้เหมาะกับภูมิอากาศแบบเมืองร้อน พระตำหนักองค์นี้สร้างขึ้นคู่กับพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ โดยมีฉนวนทางเดินทำเป็นสะพานจากชั้นบนด้านหลังของพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ ข้ามคูน้ำเชื่อมกับชั้นบนด้านหน้าของพระตำหนักมารีราชรัตบัลลังก์ สะพานดังกล่าวหลังคามุงกระเบื้อง และติดหน้าต่างกระจกทั้งสองด้านตลอดความยาวของสะพานที่เชื่อมติดต่อถึงกัน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักนี้ ในราวปีพุทธศักราช 2459 โดยมีหม่อมเจ้าอิทธิเทพสรร กฤดากร เป็นสถาปนิกออกแบบ

พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ พระตำหนักมารีราชรัตบัลลังก์ และฉนวนสะพานเชื่อมพระตำหนัก เป็นกลุ่มอาคารที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นด้วยแรงบันดาลพระราชหฤทัยจากบทละครเรื่อง " My Friend Jarlet " ของ " Arnold Golsworthy " และ " E.B. Norman " ซึ่งทรงแปลบทละครเรื่องนี้เป็นภาษาไทยชื่อว่า " มิตรแท้ " โดยทรงนำชื่อตัวละครในเรื่องมาเป็นชื่อของพระตำหนัก

5. อนุสาวรีย์ย่าเหล
" ย่าเหล " เป็นสุนัขพันธุ์ทางหางเป็นพวง สีขาวด่างดำ หูตก เกิดในเรือนจำจังหวัดนครปฐม เป็นสุนัขของหลวงชัยอาญา ( โพธิ์ เคหะนันท์ ) ซึ่งเป็นพะทำมะรง ( ผู้ควบคุมนักโทษ ) อยู่ในขณะนั้น ( ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระพุทธเกษตรานุรักษ์ ) เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ตรวจเรือนจำ ทอดพระเนตร " ย่าเหล " ซึ่งเป็นลูกสุนัข ก็ตรัสชมว่าน่าเอ็นดู ต่อมาหลวงชัยอาญา จึงน้อมเกล้าฯ ถวาย จึงทรงรับมาเลี้ยงและพระราชทานนามว่า " ย่าเหล "

" ย่าเหล " ได้รับการเลี้ยงดูอยู่ในราชสำนักใกล้ชิดพระยุคลบาท มีความเฉลียวฉลาด และมีความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างยิ่ง จึงเป็นที่โปรดปรานของพระองค์เป็นอย่างมาก

คืนหนึ่ง " ย่าเหล " ได้หนีออกมาเที่ยวตามวิสัยสัตว์ และได้กัดกับสุนัขอื่นในบริเวณกรมทหาร มหาดเล็กรักษาพระองค์ ( ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของกรมการรักษาดินแดน ) และพลัดถูกลูกกระสุน ซึ่งทหารผู้หนึ่งได้ยิงปืนออกมา เมื่อได้ยินเสียงสุนัขกัดกัน และไม่ทราบว่ากระสุนได้พลัดไปถูกย่าเหล

การสูญเสีย " ย่าเหล " สุนัขที่โปรดปรานในครั้งนี้ ทำให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เศร้าสลดพระทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานศพ " ย่าเหล " เป็นอย่างดี และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง " อนุสาวรีย์ย่าเหล " ขึ้นด้วยโลหะทองแดง ณ บริเวณด้านหน้าพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ และทรงพระราชนิพนธ์คำไว้อาลัย ซึ่งออกมาจากความรู้สึกส่วนลึกของพระราชหฤทัยของพระองค์ จารึกไว้บนแผ่นทองแดงใต้อนุสาวรีย์แห่งนี้ด้วย

6. เทวาลัยคเณศร์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเป็นศาลเทพารักษ์สำหรับพระราชวังสนามจันทร์ เป็นที่ประดิษฐานพระคเณศร์ หรือพระพิฆเนศวร เทพเจ้าผู้มีเศียรเป็นช้าง ซึ่งเป็นเจ้าแห่งศิลปวิทยาการ การประพันธ์และเป็นผู้ขจัดอุปสรรคทั้งมวล เทวาลัยคเณศร์ตั้งอยู่ที่สนามหญ้าหน้าพระที่นั่ง

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงโปรดศิลปวิทยาการ และการประพันธ์เป็นพิเศษ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเทวาลัยคเณศร์ไว้ ณ ที่อันเป็นศูนย์กลางของพระราชวังสนามจันทร์ สำหรับบวงสรวง และเพื่อความเป็นสิริมงคลแห่งพระราชวังสนามจันทร์ และเมื่อมองจาก พระที่นั่งพิมานปฐมจะเห็นพระปฐมเจดีย์ เทวาลัยคเณศร์และพระที่นั่งพิมานปฐมอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกัน

7. พระตำหนักทับขวัญ เป็นเรือนไทยที่สมบูรณ์แบบ นายช่างผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างคือ พระยาวิศุกรรมศิลป์ประสิทธิ์ ( น้อย ศิลปี ) พระตำหนักทับขวัญประกอบด้วย กลุ่มเรือน 8 หลัง ได้แก่ เรือนใหญ่ 4 หลัง เรือนเล็ก 4 หลัง ซึ่งได้สร้างให้หันหน้าเข้าหากัน 4 ทิศ เรือนหลังใหญ่เป็นหอนอน 2 หอ ( ห้องบรรทมเป็นหอนอนที่อยู่ทางทิศใต้ ) อีก 2 หลังเป็นเรือนโถง และเรือนครัวซึ่งอยู่ตรงข้ามกัน ส่วนเรือนเล็ก 4 หลังนั้นตั้งอยู่ตรงมุม 4 มุมและ 1 หลัง ได้แก่ หอนก 2 หลัง เรือนคนใช้ และเรือนเก็บของ เรือนทุกหลังมีชานเรือนเชื่อมกันโดยตลอด บริเวณกลางชานเรือนปลูกต้นจันไว้ให้ร่มเงา

พระตำหนักทับขวัญเป็นเรือนไม้กระดาน ฝาเรือนทำเป็นฝาปะกนกรอบลูกฟัก ฝีมือประณีต เชิงชายและไม้ค้ำยันสลักเสลาสวยงาม หลังคาแต่เดิมมุงด้วยจาก หลบหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผา ตัวเรือนทุกหลังรวมทั้งพื้นนอกชานทำด้วยไม้สักล้วน ใช้วิธีเข้าไม้ตามแบบฉบับของชาวไทยโบราณ รอบๆ บริเวณปลูกไม้ไทยชนิดต่างๆ นับเป็นเรือนที่อยู่ในประเภทเรือนคหบดีและมีส่วนประกอบครบ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อรักษาศิลปะบ้านไทยแบบโบราณ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีขึ้นพระตำหนักใหม่ เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2454 พระองค์ได้ประทับแรม ณ พระตำหนักทับขวัญนี้เป็นเวลา 1 คืน และเมื่อมีการซ้อมรบเสือป่า พระตำหนักองค์นี้ใช้เป็นที่ตั้งกองบัญชาการเสือป่าราบหนักรักษาพระองค์ " "

การเดินทาง :-

ทางรถยนต์ :-
จากกรุงเทพฯ ใช้ถนนเพชรเกษม ( ทางหลวงหมายเลข 4 ) มุ่งหน้าสู่จังหวัดนครปฐม หรือ
จากกรุงเทพฯ ใช้ถนนสายปิ่นเกล้า - นครชัยศรี ( ทางหลวงหมายเลข 338 ) มุ่งหน้าสู่นครปฐม

ทั้งสองเส้นทางด้านบนจะต้องผ่านแยกนครชัยศรี จากแยกนครชัยศรี ขับตรงไปประมาณ 8.5 กิโลเมตร จะถึงแยกบ้านแพ้ว ( ถ้าเลี้ยวซ้ายจะไปบ้านแพ้ว ถ้าตรงไปจะไปนครปฐม ราชบุรี ) ให้ขับตรงไปอีกประมาณ 500 เมตร จะพบสะพานไปตัวเมืองนครปฐม ให้ขับขึ้นสะพาน (ถ้าตรงไปจะไปราชบุรี ) หลังจากขึ้นสะพานแล้วให้ขับตรงไปอีกประมาณ 3.4 กิโลเมตร จะพบ 4 แยกไฟแดง (ถ้าตรงไปก็คือ องค์พระปฐมเจดีย์ ถ้าเลี้ยวขวาจะเข้าไปยังตลาดนครปฐม ถ้าเลี้ยวซ้ายจะไปจังหวัดสุพรรณบุรี ) ให้ท่านเลี้ยวซ้าย แล้วขับตรงไปประมาณ 200 เมตร จากนั้นเลี้ยวขวา แล้วขับตรงไปประมาณ 1.9 กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวขวาที่ไฟแดง เลี้ยวขวาแล้วให้ขับตรงไปประมาณ 400 เมตร ก็จะถึง พระราชวังสนามจันทร์

ทางรถโดยสารประจำทาง :-
จากสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ นั่งรถสายกรุงเทพฯ-สุพรรณบุรี ไปลงที่ มหาลัยศิลปากร (นครปฐม)จากนั้นเดินเท้าประมาณ 400 เมตร จะถึง พระราชวังสนามจันทร์

พิพิธภัณฑ์ทางทหาร>>พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ




พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ


พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ เป็นพิพิธภัณฑสถานแบบพิเศษ ทำหน้าที่ รวบรวม อนุรักษ์ วัตถุพิพิธภัณฑ์อันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โบราณสถาน และโบราณคดีที่เกี่ยวกับกิจการทหารเรือ ภายในพิพิธภัณฑ์ เป็นที่รวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับ วัตถุพิพิธภัณฑ์สมัยโบราณของกองทัพเรือไทย ยุทธนาวีการรบครั้งสำคัญ ๆ ตลอดจนอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ที่เคยใช้ในการรบเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังมีเรือจำลองสมัยต่าง ๆ เช่น เรือที่ใช้ในพระราชพิธีกระบวนเรือพยุหยาตราชลมารค ในสมัยรัชกาลที่ 5 เรือหลวงพระร่วง เรือเหรา และเรือหลวงมัจฉาณุ
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในพิพิธภัณฑ์ทหารเรือที่หาชมได้ยาก ก็คือ เรือหลวงมัจฉานุ ซึ่งเป็นเรือดำน้ำรุ่นแรกของ
กองทัพเรือไทย ที่บางส่วนได้ถูกเก็บรักษาไว้ ณ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้.


การจัดแสดง..
การจัดแสดงวัตถุพิพิธภัณฑ์ทหารเรือ แบ่งเป็น การจัดแสดงกลางแจ้ง อาคาร 1 และอาคาร 2 ดังนี้
การจัดแสดงกลางแจ้ง จัดแสดง อาวุธยุทโธปกรณ์ ขนาดใหญ่ จัดตั้งบนพื้นที่กลางแจ้งบริเวณสนามหญ้า ด้านหน้าของตัวอาคารและบริเวณโดยรอบ เช่น
- เรือดำน้ำ
- เครื่องบิน HU-16B
- รถสะเทินน้ำสะเทินบก (LVT MK4)
- รถหุ้มเกราะ V-150
- เรือ PBR
- ปืนใหญ่โบราณ
- ปืนล้อสนาม
- ปืนเรือ ขนาด 75/51 มม.
- ขนาด 76/40 มม.

การจัดแสดงอาคาร 1 เป็นอาคาร 2 ชั้น สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2515 มีพื้นที่จัดแสดงดังนี้
อาคาร 1 ชั้น 1 จัดแสดง
- ห้องเทิดพระเกียรติ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
- ห้องเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
- ห้องสรรพาวุธ

อาคาร 1 ชั้น 2 จัดแสดง
- ห้องเทิดพระเกียรติ จอมพลเรือ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
- ห้องเทิดพระเกียรติ จอมพลเรือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต
- ห้องเครื่องลายคราม
- ห้องเครื่องแบบทหารเรือ
- ห้องเครื่องลายคราม
- ห้องธงราชนาวีและธงที่ใช้ในกองทัพเรือ
- ห้องอดีตผู้บัญชาการทหารเรือ

การจัดแสดงอาคาร 2 เป็นอาคาร 3 ชั้น สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2530 มีพื้นที่จัดแสดงดังนี้
อาคาร 2 ชั้น 1 จัดแสดง
- ประภาคารแห่งแรกของประเทศไทย
- ปืนเที่ยง
- เรือโบราณ
- ตอร์ปิโด
- ทุ่นระเบิด

อาคาร 2 ชั้น 2 จัดแสดง
- เรือพระราชพิธี
- การจัดกระบวนเรือพระราชพิธี
- เรือสำคัญ (เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ)
- เรือรบสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น
- ครุฑหัวเรือ
- เครื่องมือเดินเรือและอุปกรณ์ใช้งานของชาวเรือ

อาคาร 2 ชั้น 3 (นิทรรศการพิเศษ) จัดแสดง เหตุการณ์การสู้รบและการทำสงครามของทหารเรือที่สำคัญในช่วงเวลาต่าง ๆ เช่น
- ยุทธนาวีที่เกาะช้าง
- การรบที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ร.ศ.112
- สงครามมหาเอเชียบูรพา
- สงครามเกาหลี
- ยุทธการบ้านชำราก จังหวัดตราด
- วีรกรรมที่ดอนน้อย จังหวัดหนองคาย

ข้อมูลเพิ่มเติม
- เหตุการณ์บ้านโขดทราย จังหวัดตราด
- วีรกรรมของ ฉก.นย.201 ในการยึดค่ายกรุงชิง ของ ผกค. จังหวัดนครศรีธรรมราช
- เมื่อกองพลจันทบุรีเป็นฝ่ายเข้าตี
- วีรกรรมเรือหลวงสมุย ลำที่ 1
- วีรกรรมของทหารกองต่อสู้อากาศยาน
- วีรกรรม ณ ตำบลสักทอง จังวัดเพชรบูรณ์
- วีรกรรมแห่งดอยผาจิ จังหวัดเชียงราย
- กรณีพิพาทไทย-อินโดจีน
- รายนามผู้เสียชีวิตในการรบแห่งราชนาวี


ข้อมูลอื่น ๆ
- ขบวนเรือพระราชพิธี
- กระบวนพยุหยาตราชลมารค


การเข้าชม..
พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ เปิดให้เข้าชมฟรี ทุกวัน เวลา 09.00 - 15.30 น. (เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) ดังนี้
1. การเข้าชมเป็นรายบุคคล สามารถเข้าชมได้ตามวัน-เวลา ที่กำหนด
2. การเข้าชมเป็นหมู่คณะ สามารถเข้าชมได้ตามวัน-เวลา ที่กำหนดเช่นกัน และทางพิพิธภัณฑ์จะจัดวิทยากรในการบรรยาย (แบบฟอร์มขอเข้าชม)
3. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หัวหน้าพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ เลขที่ 99 ถนนสุขุมวิท ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ 10270 โทร. 0 2394 1997 หรือ 0 2475 3808

การเดินทาง ..
1. รถโดยสารประจำทางปรับอากาศ ได้แก่ ปอ.7 ปอ.8 ปอ.11 ปอ.25 ปอ.508 ปอ.511 ปอ.525 ปอ.536
2. รถโดยสารประจำทางธรรมดา ได้แก่ สาย 25, 102, 142


แผนที่..



วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

พิพิธภัณฑ์ทางทหาร >>พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ



พิพิธภัณฑ์ทหารอากาศ


กองทัพอากาศ ได้เริ่มจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2495 โดยมุ่งหมายรวบรวมยุทธภัณฑ์และสันติภัณฑ์ ทุกประเภทตามยุคตามสมัยเป็นลำดับ จัดแสดงเพื่อเป็นประโยชน์แก่อนุชนรุ่นหลัง เดิมจัดแสดงอยู่ที่ โรงเก็บเครื่องบินด้านทิศตะวันตกของสนามบินดอนเมือง แต่ยังไม่ได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม


เมื่อรวบรวมพัสดุพิพิธภัณฑ์ได้มากขึ้นจึงทำพิธีเปิดเป็นทางการเมื่อ 27 มีนาคม 2502 ต่อมากองทัพอากาศ ได้จัดสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ขึ้นใหม่เมื่อ 26 มีนาคม 2511 แล้วเสร็จเมื่อ 15 พฤศจิกายน 2511 และได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมเมื่อ 24 มกราคม 2512 เป็นต้นมา


พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้รวบรวม อากาศยานที่ปลดประจำการแล้วไว้หลายแบบซึ่งหาดูได้ยาก บางแบบเคยเข้าร่วมปกป้องอธิปไตยจนนักบิน ได้รับพระราชทานเหรียญกล้าหาญมาแล้วหลายท่าน และกองทัพอากาศได้พยายามปรับปรุงและ พัฒนาพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ให้มีความสมบูรณ์ เพื่อประโยชน์ในการศึกษาด้านประวัติของกองทัพอากาศต่อไป


การให้บริการ..
เวลาทำการเข้าชมได้ฟรีเปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00 น.-16.00 น.เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์รถประจำทางที่ผ่าน รถธรรมดา 34, 39, 356, 114รถปรับอากาศ 3, 34, 39, 114, 522, 356
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมพิพิธภัณฑ์ของกองทัพอากาศ171 ถนนพหลโยธิน เขตดอนเมือง กรุงเทพ ฯ 10210โทร. 0-2534-1853, 0-2534-2113 โทรสาร 0-2534-1764